PROUD เปิดแผนเดินหน้าพัฒนาอสังหาฯ เชิงที่อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “MORE THAN JUST LIVING: ชีวิตที่มากกว่า”

แชร์

เริ่มต้นสองโครงการทำเลทองในหัวหิน เจาะกลุ่มไฮเอนด์ – ลัคชัวรี่ พร้อมนวัตกรรมเป็นมากกว่าที่พักอาศัยตั้งเป้ายอดขายรวมประมาณ 10,000 ล้านภายใน 5 ปี

  • – PROUD เปิดคอนโดโครงการแรก ริมหาด หรูที่สุดหรูในหัวหิน และโครงการสองติดรีสอร์ทสวนน้ำ
    – เน้นเจาะฐานลูกค้าไฮเอนด์ – ลัคชัวรี่ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
    – ต้องคุ้มค่าและตอบโจทย์ ดึงปัญญาประดิษฐ์ AI การสั่งงานด้วยเสียง และอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ และ Smart Home สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง สร้างแบรนด์ด้วยความที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย
    – มั่นใจหัวหินพุ่งแน่ พร้อมรับ “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” หลังโครงการจากภาครัฐแล้วเสร็จ ปัจจุบันพบ ดีมานด์ในกลุ่มบนยังโต ขณะที่ซัพพลายยังน้อย
    – เล็งขยายผลเมืองท่องเที่ยวหลัก และกรุงเทพ มั่นใจยอดขายรวมประมาณหมื่นล้านในห้าปี
กรุงเทพฯ -22 พฤษภาคม 2562– “บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด มหาชน” ประกาศแผนบุกตลาดอสังหาฯ ใต้แนวคิด “MORE THAN JUST LIVING: ชีวิตที่มากกว่า” มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับและประสบการณ์การบริการ ให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เตรียมขยายโครงการฯ ไปในเมืองท่องเที่ยวหลักต่างๆ รวมถึงกรุงเทพ ตั้งเป้ายอดขายรวม ประมาณาหมื่นล้านในห้าปี โดยเริ่มจาก 2 โครงการในหัวหิน โครงการแรกหรูสุดริมทะเล โครงการที่สองติดรีสอร์ทสวนน้ำ วานา นาวา ป้อนกลุ่มไฮเอนด์-ลัคชัวรี่ เผยหัวหินได้รับประโยชน์เต็มๆจากนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่จะแล้วเสร็จภายในห้าปี และภาวะตลาดในปัจจุบันที่มีการเติบโตต่อเนื่อง

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “PROUD” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เปิดเผยว่า “จากประสบการณ์ในการทำธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในหัวเมืองหลักๆของประเทศอย่างหัวหิน และภูเก็ต ทำให้เราเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่มาจากการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เปลี่ยนไป ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่ต้องการบ้านพักผ่อนหลังที่สอง หรือ ตลาดนักท่องเที่ยว ทั้งกลุ่มอายุ 50 ขึ้น ที่มีกำลังซื้อสูง หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวแทบเอเซีย โดยเฉพาะ กลุ่มพรีเมี่ยม มิลเลเนียล จึงทำให้ที่ผ่านมาตลาดนี้ หรือ Resort homes มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากข้อมูล REIC มูลค่าโอนห้องชุดรวมของหัวเมืองหลักๆ อย่าง เชียงใหม่ สมุย (สุราษฎ์ธานี) กระบี่ ภูเก็ต พัทยา (ชลบุรี) และหัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) โตเฉลี่ยปีละ 29% ระหว่างปี 2558-61 เทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศที่ปีละ 20% และในปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวมถึง 51,656 ล้านบาท โดยมีดีมานด์มาจากทั้งในและต่างประเทศ แต่ยังไม่มีใครในท้องตลาดที่สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าในกลุ่มนี้ได้อย่างแท้จริง ทางบริษัทฯ จึงมีแนวคิดที่จะทำอสังหาฯ แนวใหม่ โดยผสมผสานประสบการณ์การพักผ่อน และการให้บริการระดับโรงแรม เข้ากับการดีไซน์ ของที่พักอาศัย ซึ่งยังคงต้องมีความคุ้มค่า ในแง่ของการลงทุน ออกมาในรูปแบบ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น คอนเซปต์ “MORE THAN JUST LIVING” เน้นย้ำทำเลทอง – พื้นที่ส่วนกลาง และ การให้บริการระดับโรงแรม -การออกแบบเชิงรีสอร์ท- การทำการตลาดเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้ผู้พักมีความสะดวกสบายมากขึ้น”

น.ส. พราวพุธยังกล่าวเสริมอีกว่า “ในการบุกตลาดในครั้งนี้ จะเป็นการเน้นกลุ่มลูกค้าในระดับบน ทั้ง พรีเมี่ยม และลักชัวรี่ โดยถ้าเป็นตลาดเมืองรีสอร์ท ราคาจะเริ่มที่ประมาณ 100,000 บาท และสามารถขึ้นไปถึง 300,000 ต่อ ตรม. และถ้าเป็นตลาดในเมือง อย่างกรุงเทพ ราคาจะเริ่มประมาณ 150,000 บาท ถึง 350,000 บาท ต่อ ตรม. ราคาต่อห้องสามารถเริ่มที่ประมาณ 4 ล้านบาท โดยขนาดห้องจะต้องเน้นเรื่องของขนาดที่ใช้ได้จริง และมีฟังก์ชั่นที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ทั้งนี้กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังการซื้อ เพียงแต่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์คุ้มค่า

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD กล่าวถึง ภาพรวมหัวหินศูนย์กลางการท่องเที่ยว จากยุทธศาสตร์การลงทุนภาครัฐ สู่การเปิดตัว 2 โครงการฯ ในหัวหิน เผยภายในห้าปี มั่นใจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของหัวหิน เมื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเสร็จ ซึ่งรวมไปถึงการผลักดันโครงการท่องเที่ยวย่าน “ไทยแลนด์ ริเวียร่า” และการพัฒนา ระบบคมนาคมครอบคลุมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางราง อาทิ โครงการรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพ-หัวหิน, โครงการมอเตอร์เวย์ นครปฐม – ชะอำ และโครงการปรับปรุงและขยายสนามบินหัวหิน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการบินระหว่างประเทศรายวัน

ด้านรายละเอียดของ 2 โครงการฯ เตรียมพร้อมเปิดตัวโครงการแรก หรูที่สุดริมทะเลหัวหิน ภายในสิ้นปี 2562 และโครงการที่สอง ติดรีสอร์ท สวนน้ำ วานา นาวา ในต้นปี 2563 ซึ่งยอดขายรวมสองโครงการแรกอยู่ที่ประมาณ 5,500 ล้านบาท และมีเป้าหมายจะหาโครงการใหม่ เพื่อเพิ่มยอดขายอีกอย่างน้อยประมาณ 4,000-6,000 ล้านบาท รวมเป็นประมาณ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี สานต่อแนวคิด “MORE THAN JUST LIVING” โดยเชื่อว่าจะเป็นจุดขาย ที่แข็งแรง ได้ทั้งโครงการในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวหลักๆของประเทศ อาทิ ภูเก็ต ฯลฯ ทั้งนี้ จุดยืนของ PROUD คือการสรรหาสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ การก่อสร้าง การบริการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างเช่นความเป็น Smart Home ผ่าน AI เพื่อรองรับ Smart city ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต และทั้งนี้เพื่อรองรับโครงการฯ ใหม่ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารอย่างเต็มที่ PROUD ได้แต่งตั้งทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ เข้ามาร่วมงาน”

นายศรัฐ ปวรเดชาพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดและแผนการขายว่า
จากสถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวที่ไปพักผ่อนที่หัวหินมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ดูได้จากอัตราเข้าพักในโรงแรมรีสอร์ทมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระตุ้นการเติบโตต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามไปด้วย แต่เนื่องจากทำเลที่ดินติดชายหาดในปัจจุบันมีจำนวนจำกัด สวนทางกับความต้องการซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มตลาด นักลงทุนทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ หรือผู้ที่ต้องการสถานที่พักตากอากาศเป็นบ้านหลังที่สอง ยังมีอยู่มากและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตุได้จากสภาพตลาด ในปี 2561 จำนวนยูนิตที่เกินกว่า 10 ล้านบาท ที่มีค้างอยู่ในตลาดหัวหิน- ชะอำ มีเพียงแค่ 65 ยูนิต แสดงให้เห็นถึง ความต้องการของตลาดบนซึ่งยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาตลาดของบริษัท พบว่าคอนโดในตลาดบนมีการปล่อย Resale น้อยมาก และ พอมีหลุดมาตลาดก็รับทันที ในราคากว่า 250,000 ต่อ ตรม. ทำให้ทาง PROUD มั่นใจศักยภาพในการพัฒนาโครงการะดับ ไฮเอนด์ – ลัคชัวรี่ ในหัวหิน

ซึ่งในการทำการตลาดและการขายในครั้งนี้ จะมีการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ในหัวหิน เตรียมพร้อมทำ Co-promotion และ มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกบ้านของ PROUD เพื่อมอบประสบการณ์ “ชีวิตที่มากกว่า” ภายใต้แนวคิด “MORE THAN JUST LIVING” ให้แก่กลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ :

บริษัท นาเดีย-เค จำกัด : คุณนิพล (โจ้) 089 770 1411, คุณภารวี อุทัยรัตน์ 086-845-8812

ข่าวสารอื่นๆ

ดูทั้งหมด >
พราว เรียล เอสเตท ชูวิสัยทัศน์ more than just living กำหนดทิศทางการพัฒนาอสังหาฯ รองรับ 3 เมกะเทรนด์ และNew Normal หลังโควิด-19 กระแสบ้านพักเมืองตากอากาศบูม มั่นใจ ‘อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน’ ตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยจริง แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริหารโดย “พสุ-พราวพุธ ลิปตพัลลภ” ยังคงโดดเด่น และมีเสน่ห์ดึดดูดลูกค้า ด้วยคอนเซ็ปต์ของโครงการที่มีความเฉพาะและแตกต่างจากตลาด (unique) อย่างชัดเจน คุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวของบริษัทอย่างชัดเจน แต่ในส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นของบริษัท เรามีประสบการณ์อันแข็งแกร่งด้าน Hospitality จึงนำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับการใช้ชีวิตแบบรีสอร์ท ด้วยการออกแบบโครงการที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด อยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดี ทำให้โครงการ “อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน” ซึ่งเป็นคอนโดสุดหรูริมหาดใจกลางเมืองหัวหิน กลายเป็นโครงการที่น่าจับตามองมากทีเดียว เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปสู่ New Normal หลายๆคนเริ่มมองหาบ้านหลังที่สอง และเริ่มให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยมากขึ้น “เราเห็นพฤติกรรมที่คนหนีออกจากกรุงเทพฯ มาอยู่ต่างจังหวัดค่อนข้างมาก ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ช่วงนี้คนไปหัวหินค่อนข้างเยอะ และคนเห็นความสำคัญของการมีคอนโด เพราะสถานการณ์ที่โรงแรมไม่เปิด คนเริ่มคิดแล้วว่าจำเป็นที่ต้องมีคอนโดอยู่ที่หัวหิน กลุ่มนี้คือ real demand ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าของบริษัท” คุณพราวพุธ กล่าว ด้วยโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ คนมองหาอะไรที่มีความหนาแน่นน้อย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เห็นได้ชัดจากจำนวนคนที่ตัดสินใจซื้อโครงการ เทียบสัดส่วนจากจำนวนคนที่เข้ามาชมโครงการ จากช่วงก่อนโควิด-19 อยู่ที่ 10-20% แต่ในเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% นั่นคือเกือบครึ่งหนึ่งที่เข้ามาชมโครงการแล้วตัดสินใจซื้อ สะท้อนให้เห็นว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ New Normal ได้เป็นอย่างดี “New Normal เป็นการปรับตัวในระยะสั้น ที่สำคัญกว่า New Normal คือ เมกะเทรนด์ จริงๆ เริ่มต้นมาสักพักแล้ว แต่ New Normal เป็นอะไรที่เข้ามาเร่งให้เมกะเทรนด์เหล่านี้เกิดเร็วขึ้น” คุณพราวพุธกล่าว สำหรับ Mega Trend ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากนี้ คือ 1. สมาร์ทซิตี้ (Smart Cities) การพัฒนาระบบคมนาคมที่จะเกิดขึ้น อาทิ รถไฟความเร็วสูง และโครงการพัฒนาจากภาครัฐ จะทำให้เกิดเมืองหลักใหม่ๆ ในประเทศ ที่ทำให้บ้านหลังที่ 1 ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เมื่อบวกกับเทรนด์การทำงาน Work from Home ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ก็ทำให้การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคเปลี่ยนไป นอกจากนี้ จารจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงจากโควิด-19 ทำให้รัฐบาลจะมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จึงเชื่อว่าในอีก 2-3 ปี จะเห็นการเร่งรัดโครงการต่างๆ ทั้งรถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รวมถึงโครงการที่จะผลักดันการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งเสริมให้เมืองที่เป็น resort destination ได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น 2. สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) ปัจจุบันประเทศไทย ถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่าประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขี้นไป จะมีมากถึง 20% ภายในปี 2581 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า โดยในจำนวนนี้กว่า 35% ยังคงทำงานอยู่ ดังนั้น เมื่อเกิด New Normal มาเป็นแรงผลักดัน ทำให้คนกลุ่มนี้เข้าออฟฟิศน้อยลง มีความต้องการด้านอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ทั้งความพร้อมของสถานพยาบาลที่ใกล้ตัว เมื่อเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการดูแลสุขภาพที่ต้องมี Facility และการบริการที่พิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้น 3. กลุ่ม Gen X Gen Y ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไป ใช้ชีวิตในแบบ work life balance มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อหลักในอีกในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า และกลายเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจต่างๆ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโครงการที่อยู่อาศัย ที่ต้องคำนึงถึงการผสมผสาน ให้ทั้ง 3 กลุ่ม คือ ผู้สูงอายุ กลุ่ม Gen X และ Gen Y ซึ่งมีความต้องการแตกต่างกัน สามารถพักอาศัยอยู่ด้วยกันได้อย่าลงตัว คุณพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำว่า อินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน เป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ New Normal หรือ Mega Trend เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นโครงการที่เน้นความเป็นส่วนตัวสูงสุด การอยู่อาศัยที่ไม่แออัด จากจำนวนห้องทั้งโครงการที่มีเพียง 238 ยูนิต ในพื้นที่ 7 ไร่ครึ่ง โดยมีพื้นที่สีเขียวในโครงการมากกว่า 70% กับตัวห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ จึงสามารถรองรับการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่บ้าน 24 ชม.ต่อวันได้ ขณะที่พื้นที่ส่วนกลาง ได้มีการปรับเพื่อรองรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal อาทิ บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, เพิ่มจุดบริการ Wireless Charge & USB Port, เพิ่มพื้นที่ส่วนตัว สำหรับนั่งทำงานนอกสถานที่ทั้งวิวสวนและริมหาด, ระบบการรักษาความปลอดภัยแบบไร้การสัมผัส (Touchless) เช่น ระบบจดจำใบหน้า รวมถึง CCTV ที่สามารถสแกนอุณหภูมิร่างกายได้ จุดเด่นของโครงการอีกอย่างหนึ่ง คือ บริการมารตรฐานจากโรงแรมระดับโลก ที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตโดยไม่ต้องออกจากบ้าน อาทิ บริการคอนเชียส, บริการ in-room dining service เสิร์ฟอาหารภายในห้องพัก, บริการซื้อสินค้าหรือของสดส่งตรงถึงห้องพัก Grocery service เป็นต้น นอกจากนี้ลูกบ้านของโครงการยังจะได้รับสิทธิพิเศษระดับโลก ผ่านการเป็นสมาชิก IHG Spire Elite membership และสิทธิพิเศษครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทุกด้านจาก “พราว พริวิเลจ” (Proud Privileges) “จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว เราพบว่าหัวหินสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเดินทางที่สะดวก มีรถไฟความเร็วสูง มีโครงการทำมอเตอร์เวย์ รวมถึงความครบครันของเมืองที่มีทั้งโรงพยาบาล ร้านอาหาร ที่สำคัญที่สุดคือมีชายหาด จึงเชื่อว่าหัวหินจะกลับมาได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว” คุณพสุกล่าว
เพราะเราภูมิใจที่ได้เป็นผู้ให้ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) นำทีมโดยคุณไพสิฐ แก่นจันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งมอบสิ่งของและอุปกรณ์สำหรับใช้ในการดำรงชีพ ให้แก่ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง บ้านประจวบโชค จังหวัดประจวบคีรีขันธ์